ในการอยู่ร่วมกันในโลก เป็นเรื่องยากมากที่อยู่กันแบบไม่มีปัญหา เป็นเรื่องปกติที่มีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง และปัญหาที่มักพบบ่อยๆ อยู่อย่างหนึ่งก็คือการเข้าใจผิดกัน หรือมีความรู้สึกที่ว่าทำไมเขาไม่เข้าใจฉันเลย หลายครั้งที่เราทั้งโกรธทั้งผิดหวังทั้งน้อยใจที่เขาไม่เข้าใจเราเลย ใครที่เกิดมาในโลกนี้ก็ต้องเจอกับปัญหานี้แน่นอน
ตัวอย่างที่ ๑ มีเด็กอยู่คนหนึ่ง เขายังเป็นนักเรียนอยู่ เขาลงเรียนวิชาหนึ่งและทำคะแนนสอบได้ท๊อปของห้อง เขาก็ดีใจมากๆ กลับมาที่บ้านก็อยากเล่าให้แม่เขาฟัง แม่จะได้ดีใจ ตอนดึกพอแม่กลับมาถึงบ้าน เขาก็รีบวิ่งไปบอกทันที แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจบ แม่ก็บอกว่าวันนี้ทำงานมาหนักมา เหนื่อยแล้วอยากจะพัก ถ้ามีอะไรก็ให้ไปว่ากันวันพรุ่งนี้ พอเด็กเขาได้ยินก็ผิดหวัง เขาอุตส่าห์ตั้งใจเรียนทำคะแนนสอบจนได้ที่หนึ่งของห้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสุข และสำคัญมากสำหรับเขา ทำไมคุณแม่กลับไม่สนใจ ไม่เห็นความสำคัญเรื่องของเขาเลย
ตัวอย่างที่ ๒ มีแม่อยู่คนหนึ่งมีลูกสาว คุณแม่รักลูกมาก พยายามที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก คุณแม่มีความคิดว่าน่าจะให้ลูกสาวเรียนเปียโน เพราะคิดว่าถ้าลูกเล่นได้ก็จะเป็นประโยชน์กับลูกในอนาคต พบคิดได้ก็เลยไปสมัครเปียโนให้กับลูก ปรากฎว่า ทุกวันที่พาลูกสาวไปเรียนเปียโน ลูกกลับทำหน้าไม่พอใจ ไม่อยากเข้าห้องเรียน อยากไปทำอย่างอื่นมากกว่า แล้วคุณแม่กับลูกก็เริ่มทะเลาะกัน คุณแม่ก็โกรธน้อยใจว่า ทำไมลูกไม่เข้าใจแม่เลย แม่อุตสาห์คิดหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูก ทำไมลูกไม่สนใจ
ตัวอย่างที่ ๓ มีพนักงานหนุ่มทำงานอยู่ที่บริษัทออกแบบสินค้า เขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบสินค้าใหม่ชิ้นหนึ่งให้กับลูกค้า เขารักงานนี้มากจึงตั้งใจทำ ให้เวลาออกแบบมากกว่าสินค้าชิ้นอื่น ตั้งใจออกแบบให้ดีที่สุดตามความคิดของเขา เมื่อออกแบบเสร็จก็พอใจภูมิใจในผลงานของตัวเองมาก เมื่อถามเพื่อนร่วมงานว่าพวกเขามีความเห็นอย่างไรต่อผลงานของเขา ทุกคนก็ชอบผลงานของเขา พอถึงเวลาก็ทำผลงานการออกแบบไปเสนอให้หัวหน้างานดู หัวหน้างานก็พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็บอกพนักงานหนุ่มว่างานออกแบบนี้ใช้ไม่ได้ ลูกค้าไม่ได้ต้องการแบบนี้ ให้ไปทำมาใหม่ เมื่อพนักงานหนุ่มได้ยิน เขาก็ผิดหวังและเสียใจมาก ทำตั้งใจทำงานชิ้นอย่างดีที่สุด หัวหน้างานเขาต้องไม่ชอบเขาเป็นการส่วนตัวแน่ๆ จึงปฏิเสธผลงานของเขา
จะเห็นได้ว่า มีตัวอย่างมากมายในชีวิตที่ต้องเจอกับปัญหาที่ว่าคนอื่นไม่เข้าใจเรา การที่เรามีความผิดหวังความโกรธความน้อยใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย พระพุทธเจ้าพระองค์ท่านได้ตรัสสอนเสมอว่า ให้รักษาใจของใจไม่ให้เศร้าหมอง เมื่อใจเราเศร้าหมอง แสดงว่าเรามีงานรับผิดแก้ไขใจ พระองค์ทรงสอนว่า เมื่อใดมีทุกข์ เมื่อนั้นเรามีความเห็นผิดอะไรบางอย่างเสมอ การที่เราผิดหวังโกรธน้อยใจผู้อื่นอยู่อย่างนี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเข้าใจเราผิด แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจอะไรผิด ให้หาความเข้าใจผิดของเราให้ได้ ในกรณีตัวอย่างของเรา เด็ก คุณแม่ และพนักงานหนุ่มมีความเห็นผิดว่า สิ่งใดที่ฉันคิดว่าดีและสำคัญ ผู้อื่นจะต้องคิดว่าดีและสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ความเป็นจริงเป็นอย่างนั้นเสมอหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ แต่เราจะสามารถจับและยอมรับความเห็นผิดของตัวเองได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเรารู้จักถามตอบตัวเองให้เป็น เราก็จะหาความเห็นผิดของตัวเองได้
เช่นในตัวอย่างที่ ๒ ถ้าคุณแม่ลองถามตอบตัวเองต่อไปนี้ก็จะเข้าใจความจริงมากขึ้น
ถาม – การเล่นเปียโนดีใช่ไหม?
ตอบ – ใช่
ถาม – ทำไมการเรียนเปียโนถึงดี?
ตอบ – เพราะเราชอบ
ถาม – ชอบตั้งแรกเลยใช่ไหม?
ตอบ – ไม่
ถาม – ชอบตั้งแต่เมื่อไหร่?
ตอบ – จำได้ว่าตอนวัยรุ่นเคยไปดูคอนเสิร์ตเดี่ยวเปียโน แล้วก็ประทับใจมาก ก็เลยชอบการเล่นเปียโนตั้งแต่นั้นมา
ถาม – ตอนนั้นอายุเท่าไหร่?
ตอบ – อายุ ๒๐ ปี
ถาม – ตอนนี้ลูกอายุเท่าไหร่?
ตอบ – อายุ ๖ ขวบ
ถาม – ลูกเคยไปดูคอนเสิรต์เดี่ยวเปียโนเหมือนเราไหม?
ตอบ – ไม่เคย
ถาม – ยอมรับใช่ไหมว่า ที่ชอบเปียโนก็เพราะเคยไปดูคอนเสิรต์ตอนอายุ ๒๐ ปี?
ตอบ – ใช่
ถาม – แต่ถ้าลูกของเราอายุเพียงแค่ ๖ ขวบ แล้วก็ไม่เคยไปดูคอนเสิรต์อย่างเรา เราจะเอาลูกของเรามาเปรียบเทียบกับเราได้ไหม?
ตอบ – อืม… ก็ไม่ได้
ถาม – ดังนั้น เราจะสันนิษฐานเอาได้ไหมว่า ถ้าเราชอบอะไร ลูกเราก็ต้องชอบด้วย?
ตอบ – ก็ไม่
ถาม – ดังนั้น เราจะสันนิษฐานเอาได้ไหมว่า ถ้าเราเห็นว่าอะไรดี เห็นว่าอะไรสำคญ ลูกของเราก็ต้องเห็นว่าดี เห็นว่าสำคัญด้วย?
ตอบ – ก็ไม่
ถาม – สรุปว่ากำลังทุกข์กับอะไรอยู่นะ?
ตอบ – ก็เสียใจที่ว่าลูกไม่เห็นว่าสิ่งที่เราให้ทำ คือ เรียนเปียโน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา
ถาม – และคราวนี้เมื่อเราเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้วว่าสิ่งที่เราเห็นว่าดี คนอื่นอาจจะไม่เห็นว่าดีเหมือนเช่นกับเรา ดังนั้น ลูกสาวของเราเขาผิดไหม?
ตอบ – ก็ไม่ผิด
ถาม – แต่ถ้าเราไปโกรธในสิ่งที่เขาไม่ได้ผิด เราใครผิดกันแน่?
ตอบ – อ๋อ จริงด้วยก็เราเอง?
เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงได้อย่างงี้แล้ว ก็เรียกว่าเราสามารถหาเหตุที่แท้จริงของความผิดหวังความเสียใจที่คนอื่นไม่เข้าใจเราได้ ว่าจริงๆ แล้วเราตั้งความเห็นไว้ผิดเองว่าอะไรก็ตามที่เราเห็นว่าดีว่าสำคัญ คนอื่นก็จะต้องเห็นเช่นเดียวกับเรา จากนั้นถ้าเราสามารถแก้ไขความเห็นที่ผิดนี้ได้ คือ อนุญาติให้คนเรามีความเห็นต่าง อนุญาติให้คนเราชอบอะไรต่าง เราก็จะมีอิสระจากความทุกข์ที่ว่าคนอื่นไม่เข้าใจเราได้